วิธีการพาสุนัขเข้าสังคม

1825

ประเด็นหลัก

• ในวันนี้น้องแมวสีเทาจะมาพูดถึงเรื่องการพาน้องหมา ออกมาเจอกับโลกกว้าง และคำว่าโลกกว้างในที่นี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้พาน้องหมาไปผจญภัยในที่ไกลๆ นะคะ แต่มันคือการพาน้องหมาออกจากบ้านมาเจอผู้คน สิ่งของ หรือสัตว์อื่นๆ บ้าง เรียกได้ว่านี่คือการพาน้องหมาเข้าสังคมค่ะ
• การพาสุนัขเข้าสังคมจะช่วยให้เขาเกิดความผ่อนคลาย ไม่เครียด รู้บทบาทหน้าที่ของตัวเอง และเป็นการเพิ่มทักษะการใช้ชีวิตประจำวันอีกด้วย


เมื่อพูดถึงการเข้าสังคมนั้น ไม่ใช่แค่คนเท่านั้นนะคะที่ต้องการจะมีสังคม แต่กับสุนัขก็ต้องการสังคมเช่นกันค่ะ เพราะการที่เราจะเลี้ยง หมา แบบไม่เจอสังคมอาจส่งผลเสียตามมาได้ คือ ทำให้เครียด ก้าวร้าว และมีความดุร้ายเพิ่มขึ้นได้ค่ะ ซึ่งก็มีผู้เลี้ยงจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มพาเขาเข้าสังคมอย่างไรดี วันนี้ Petcitiz จะขอแนะนำให้เพื่อนๆ ทราบเองค่ะ

1.ฝึกเข้าสังคมตั้งแต่ยังเล็ก

การเข้าสังคมเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่สามารถสร้างนิสัยที่ดีให้กับสุนัข และสามารถทำให้ปรับตัวเข้าหาสุนัขตัวอื่นได้ง่าย โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะให้เขาเริ่มเรียนรู้ทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคมก็คือ เมื่ออายุได้ประมาณ 3-6 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่เขาเริ่มเรียนรู้สถานะของตนเองว่าอยู่ตำแหน่งใดในครอบครัว เรียนรู้ประสบการณ์การต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ไม่ว่าดี หรือร้าย เขาก็จะจดจำได้ขึ้นใจ ถ้าครอบครัวจัดการให้มีสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับเขา เช่น พาไปออกกำลังกาย พาไปเจอผู้คน หรือสุนัขตัวอื่นๆ ที่มีนิสัยดี เขาก็จะมีพลังงานที่สมดุล หมายถึง มีความสงบ อารมณ์มั่นคง ไม่หวั่นไหว หรือตื่นตกใจง่าย เพื่อให้เขาเติบโตเป็นสุนัขที่มีอารมณ์มั่นคง ผ่อนคลาย เป็นมิตร มีพลังงานที่ดี ซึ่งก็คือการสยบยอม อ่อนโยน และไม่ก้าวร้าวนั่นเองค่ะ

2.โตขึ้นมาหน่อยก็ฝึกได้เช่นกัน

การเข้าสังคมนั้นไม่ได้จบที่อายุ 6 เดือนแรกเสมอไปนะคะ ช่วงอายุถัดมา หรือเรียกว่าช่วงวัยรุ่น คือ อายุ 6 เดือน –3 ปี ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ เพราะในสุนัขพันธุ์ใหญ่อาจจะมีช่วงอายุวัยรุ่นช้ากว่าพันธุ์เล็กนิดหน่อยค่ะ แต่ก็ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใดนะคะ ช่วงอายุนี้อาจจะมีเรื่องของฮอร์โมนภายในร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป อาจจะส่งผลต่อพฤติกรรมที่รุนแรงมากขึ้นได้ ฉะนั้นในช่วงนี้ก็ไม่ควรละเลยการดูแลเอาใจใส่นะคะ หมั่นสังเกตพฤติกรรมของเขา หากพบว่าเขาเริ่มมีพฤติกรรมรุนแรง ก็ให้รีบจัดการทันทีค่ะ ด้วยการดุเสียงดังขึ้นกว่าเดิม หรือเมินไม่เล่นกับน้องหมาเพื่อเป็นการทำโทษนั่นเองค่ะ

3.ให้ลูกสุนัขอยู่กับแม่สุนัขจนอายุครบ 8 สัปดาห์

การปล่อยให้เขาได้อยู่ร่วมกับครอบครัว จะทำให้เขาได้เรียนรู้กฎระเบียบในสังคมของพวกเขาเอง เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้วน้องหมาจะอยู่ร่วมกันเป็นฝูง ในฝูงจะมีจ่าฝูงคอยคุมกฎเกณฑ์ ว่าใครเป็นผู้นำ ใครเป็นผู้ตาม มีกติกาในการอยู่ร่วมกันอย่างไรบ้าง ถ้าหากเราแยกเขาออกจากแม่สุนัขเร็วเกินไป จะเป็นการทำลายทักษะการอยู่รวมกันเป็นฝูง และการเข้าสังคมของลูกสุนัขอย่างถาวร

4.ให้อาศัยอยู่กับเราภายในบ้าน

ในอดีตนั้นสุนัขส่วนใหญ่ถูกเลี้ยงไว้นอกบ้าน เพื่อให้ดูแลบ้าน และทรัพย์สินต่างๆ ทำให้เขาไม่ค่อยได้คลุกคลีอยู่ใกล้ชิดกับผู้คน ส่งผลให้เขายังคงมีสัญชาตญาณที่เด็ดเดี่ยว หูไว ตาไว และไม่ไว้ใจคนแปลกหน้า มีอะไรแปลกปลอมเข้ามาก็จะเห่า ขู่กรรโชกตามวัตถุประสงค์ที่เจ้าของต้องการ ดังนั้น ถ้าหากเพื่อนๆ อยากได้สุนัขที่มีพฤติกรรมตรงกันข้าม คือน่ารัก เป็นมิตร เข้ากับคนได้ง่าย ก็ควรเลี้ยงเขาไว้ในบ้านอยู่ร่วมกับครอบครัวค่ะ เพราะการได้อยู่ใกล้ชิดกับผู้คนจะช่วยทำให้เขาไว้ใจคนได้ง่ายขึ้น รู้สึกผ่อนคลาย พร้อมจะมอบความรัก และรับความรักอย่างไม่หวาดระแวงค่ะ การเลี้ยง หมา ไว้ในบ้านให้ใกล้ชิดกับคนในครอบครัวเป็นการช่วยให้เขามีทัศนะคติที่ดีกับคน พอออกไปนอกบ้านก็จะรู้สึกมั่นใจ และไว้ใจ ไม่เกิดอาการประหม่า หรือหวาดกลัวจนก่อให้เกิดอาการก้าวร้าวในเวลาต่อมา

5.หมั่นสังเกตพฤติกรรมการเล่น

ผู้เลี้ยงต้องคอยสังเกตพฤติกรรมการเล่นของสุนัข หากเล่นแรงๆ กัดกันเป็นเวลานานๆ ต้องรีบห้ามให้เขาหยุดเล่นทันที แล้วค่อยให้เริ่มเล่นใหม่อีกครั้ง เนื่องจากจะเป็นการเริ่มต้นการบ่มนิสัยที่ไม่ดี ทำให้ก้าวร้าวมากขึ้น ยิ่งถ้าตัวไหนเล่นแรงมากถึงขนาดควบคุมตัวเองไม่ได้ ก็ยิ่งต้องควรระวัง เพราะนั่นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกให้รู้ว่า ตัวนี้เนี่ยแหละจะก่อเหตุหากพาออกไปนอกบ้าน ดังนั้น จึงต้องฝึกเขาให้เข้มงวดมากขึ้นค่ะ

6.รู้จักธรรมชาติของสุนัขที่เลี้ยง

ผู้เลี้ยงสามารถทำความเข้าใจกับพฤติกรรมโดยธรรมชาติของสุนัขได้ ด้วยการสังเกตพฤติกรรมการเล่น และการสื่อสารของพวกเขา ตัวที่มีพลังน้อยกว่าจะมีความขี้อาย ขี้กลัว สยบยอม หรือยอมแพ้ด้วยการนอนหงาย หรือไม่ก็ร้องเอ๋งๆ วิ่งหนีหางจุกตูด ทั้งที่อีกตัวยังไม่ทันได้ทำอะไรเลย ซึ่งมีผลให้เขาถูกรังแกได้ง่าย ส่วนสุนัขที่คอยวิ่งไล่กัด ส่งเสียงขู่แง่งๆ เวลาเล่นชอบกระโจนใส่ งับสะบัด กัดไม่ปล่อย จะมีความเสี่ยงต่อพฤติกรรมก้าวร้าวในเวลาต่อมา การที่ผู้เลี้ยงรู้จักศึกษาพฤติกรรมโดยธรรมชาติ และทำความเข้าใจ จะทำให้สามารถหาวิธีจัดการปรับพฤติกรรมสุนัขแต่ละตัวได้ เช่น ถ้าเขาขี้อาย ขี้กลัว ผู้เลี้ยงจะต้องพาเข้าสังคมมากกว่าตัวที่เข้าสังคมได้ดีอยู่แล้วถึง 3 เท่าตัวค่ะ แต่ก็ไม่ควรมากเกินไปกว่านั้น เพราะจะทำให้พวกเขาเกิดความเครียดได้ แล้วจะยิ่งดีมากถ้าให้เขาได้เข้าสังคมกับสุนัขที่ดี มีความเป็นผู้นำ อารมณ์มั่นคง เพื่อช่วยดึงพลังงานสุนัขขี้กลัวให้เพิ่มขึ้นจนอยู่ในระดับเดียวกัน

7.ทำให้คุ้นเคยกับเสียงต่างๆ ในสิ่งแวดล้อม

ไม่ว่าจะเป็นเสียงเครื่องปรับอากาศ เครื่องดูดฝุ่น เครื่องตัดหญ้า เสียงเด็กร้องกรี๊ด หรือเสียงอะไรก็ตามที่เขาไม่คุ้นเคย หากเขาเห่า หรือมีอาการตื่นตระหนก ให้ฝึกเขาโดยการดึง กระตุกปลอกคอ หรือสายจูงในระยะสั้นๆ จังหวะเดียว เพื่อเป็นการบอกให้เขาอยู่นิ่งๆ เมื่อเขานิ่งก็ให้รางวัลตอบแทน โดยการให้ขนมกินเพียงเล็กน้อย หรือตบเบาๆ บริเวณด้านข้างลำตัว ถ้าเขากลับมาตื่นกลัวอีกครั้งก็ให้ทำแบบเดิมซ้ำๆ กัน จนเขาเริ่มรู้สึกผ่อนคลาย ให้รู้ว่าเสียงเหล่านั้นเป็นสิ่งธรรมดาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน และไม่มีอันตรายต่อตัวเองค่ะ

8.พาไปออกกำลังกาย ใช้พลังงานส่วนเกิน

การพาไปออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน เป็นการเริ่มต้นการออกสังคมที่แสนจะธรรมดาที่สุด แต่ก็สำคัญที่สุดเช่นกันค่ะ เพราะนอกจากพวกเขาจะได้ปลดปล่อยพลังงานที่เหลือแล้ว ยังช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย ทำให้พลังงานในร่างกายสมดุล ได้พบปะสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ระหว่างการวิ่ง หรือการเดินเล่น และได้สะสมประสบการณ์จากสถานการณ์ต่างๆ ที่พบเจอระหว่างทาง ซึ่งจะทำให้สุนัขมีภูมิคุ้มกันทางสังคมสูงขึ้น รวมทั้งเขาจะได้มีโอกาสฝึกวินัยโดยการใช้สายจูง ที่จะสอนให้เขารู้จักการยอมรับตำแหน่ง และเรียนรู้บทบาทของตัวเองในครอบครัว หากมีสุนัขตัวอื่นๆ มาวิ่งด้วย ก็จะเป็นการสอนให้เขาได้เรียนรู้ และยอมรับว่าต่างเป็นสมาชิกเดียวกันในครอบครัว นอกจากนี้แล้วการวิ่งออกกำลังกายยังช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เลี้ยง และน้องหมาแน่นแฟ้นมากขึ้นอีกด้วยค่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับวิธีการพา หมา เข้าสังคม และเรียนรู้บทบาทของตัวเองในครอบครัว เมื่อได้สอนเขาให้รู้ตำแหน่งในครอบครัวของตัวเองแล้ว ผู้เลี้ยงก็อย่าลืมนะคะว่าบทบาทของผู้เลี้ยงเองก็คือจ่าฝูงสำหรับสุนัข เป็นทั้งที่พึ่งและผู้นำที่มีสมดุล ถ้าเราเป็นผู้นำที่มั่นคงพอ เลี้ยงดูเขาอย่างเอาใจใส่ ก็เท่ากับว่าเพื่อนๆ มอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเขาค่ะ

เรียบเรียงโดย : น้องแมวสีเทา
“น้องแมวสีเทาชื่นชอบในการเลี้ยงดูแลแมวและรักความเป็นแมวอย่างสุดหัวใจ มีประสบการณ์ในการเลี้ยงสัตว์มามากกว่า 10 ปี ชอบค้นหาข้อมูลและเทคนิคการเลี้ยงสัตว์ เพื่อนำความรู้ที่ได้มาแบ่งปันกับเพื่อนๆต่อไป”