สายพันธุ์สุนัขยอดฮิตติดอันดับ

1404

ประเด็นหลัก

  • ก่อนจะไปทำความรู้จักกับสุนัขสายพันธุ์ยอดฮิต เพื่อนๆ จะรู้บ้างรึเปล่านะ ว่าแท้จริงแล้วคนไทยส่วนใหญ่ชอบเลี้ยง หมา สายพันธุ์เล็ก จึงทำให้มีน้องหมาสายพันธุ์เล็กติดอันดับอยู่ไม่น้อยเลย ถ้าอยากรู้ว่ามีสายพันธุ์ไหนติดอันดับบ้าง ก็ตามไปดูกันต่อเลยค่ะ

ในโลกของเรานั้นมีสุนัขมากมายหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งสายพันธุ์ไทย สายพันธุ์นำเข้าจากต่างประเทศ หรือแม้แต่ หมา ที่เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ และถ้าหากเพื่อนๆ คนไหนที่กำลังคิดอยู่ว่าจะเลือกสุนัขสายพันธุ์ใดมาเป็นเพื่อนคู่ใจดีล่ะก็ วันนี้ Petcitiz จะพาเพื่อนๆ มารู้จักกับสายพันธุ์สุนัขยอดฮิตติดอันดับของไทยกันค่ะ

01-1

1.ชิวาวา (Chihuahua)

ชิวาวา เป็นน้องสุนัขที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก มีถิ่นกำเนิดในเม็กซิโก ราวศตวรรษที่ 19 แต่เดิมสุนัขพันธุ์นี้มีขนาดเล็ก แต่ไม่เล็กเท่าสุนัขพันธุ์ชิวาวาในปัจจุบัน มีความฉลาดและรักเจ้าของมาก ไม่ค่อยส่งเสียงเห่ารบกวน กล้าหาญ ไม่กลัวแม้ต้องต่อสู้กับสุนัขตัวอื่นที่ใหญ่กว่า รูปร่างลักษณะของชิวาวาที่ดีและสมบูรณ์แบบนั้น จะต้องมีหัวหรือกะโหลกศีรษะกลม หน้าสั้น ส่วนเรื่องลำตัวจะยาวหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของแต่ละตัว ทั้งนี้ พวกมันจะมีความยาวของขาที่ได้สัดส่วนพอดี เมื่อมองจากลำตัวที่ตัดจากลำคอไปถึงหาง ดูแล้วจะเห็นเป็นทรงสี่เหลี่ยม ส่วนท่าทางการเดินจะเตะขาเหมือนม้า ชิวาวามีอายุเฉลี่ย 13-15 ปี และไม่ค่อยพบปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพสักเท่าไหร่เมื่อเทียบกับสุนัขพันธุ์อื่นๆ

02-1

2.ปอมเมอเรเนียน (Pomeranian)

สุนัขสายพันธุ์ปอมเมอเรเนียนมีถิ่นกำเนิดที่เมืองปอมเมอเรเนีย ประเทศเยอรมนี ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ให้เป็นสุนัขอารักขา และได้รับการพัฒนาให้มีขนาดเล็กลง มีขนที่ฟู ตากลม มีลักษณะนิสัยเฉลียวฉลาด ร่าเริง ตื่นตัวอยู่เสมอ ซื่อสัตย์ รักเจ้าของ และขี้ประจบ น้ำหนักเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 1.7-2.5 กิโลกรัม ถ้าน้ำหนักน้อยหรือมากกว่านี้ จะถือว่าไม่ได้มาตรฐานของสายพันธุ์ น้องหมาปอมเมอเรเนียนนั้นต้องการการหวีขนอย่างสม่ำเสมอ หรืออย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 ครั้ง เพื่อให้ได้ขนที่หนาสวย ไม่พันกัน และสิ่งสำคัญของน้องหมาพันธุ์นี้คือ การดูแลสุขภาพปากและฟันที่ดี เนื่องจากปอมเมอเรเนียนสูญเสียฟันง่ายมาก อันเนื่องมาจากปัญหาฟันผุ หรือสุขภาพเหงือกไม่ดี จึงต้องหมั่นทำความสะอาดฟันอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ และควรให้อาหารชนิดแห้งเพื่อลดปัญหาในช่องปาก

03-1

3.ชิห์สุ (Shih-tzu)

ชิห์สุมีถิ่นกำเนิดจากทิเบต ที่มาของชื่อ ชิห์สุ มาจากภาษาจีน แปลว่า “สุนัขสิงโต” เป็นสุนัขในสามสายพันธุ์ชั้นสูง พวกเดียวกับปักกิ่งและปั๊ก ในสมัยโบราณตามประวัติศาสตร์ของชาวทิเบตถือว่า สิงโต เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อทางศาสนา พระชาวทิเบต (Lama) จึงได้ผสมสุนัขพันธุ์เล็กขึ้นมาให้มีลักษณะคล้ายคลึงกับสิงโต ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าขนแผงคอของชิห์สุคล้ายกับแผงคอของสิงโต รวมไปถึงท่าทางการเดิน หรือการเคลื่อนไหวที่สง่างาม

ชิห์สุถือเป็นสุนัขขนาดเล็กในกลุ่มทอย (Toy Group) มีน้ำหนักประมาณ 4.5-7.5 กิโลกรัม ส่วนสูงประมาณ 25-27 เซนติเมตร ลักษณะของศีรษะต้องกลมโต สีกลางหน้าผากขาวเด่น ปากสั้น ความยาวของลำตัวมากกว่าความสูงเล็กน้อย กล้ามเนื้อบึกบึน กระชับ และเดินหน้าเชิด การย่างก้าวสง่าผ่าเผย ทั้งนี้ชิห์สุเป็นสุนัขที่มีนิสัยกล้าหาญ ตื่นตัว ขี้ประจบ มีความสง่าอยู่ในตัว อีกทั้งยังเป็นสุนัขที่รักความสะอาด เป็นมิตรกับทุกคน ปรับตัวได้ดี มีอายุค่อนข้างยืน เฉลี่ยอยู่ที่ 10–18 ปี ตามแต่ปัจจัยต่างๆ

โรคที่ควรระวังคือ โรคตาแห้ง โรคหูน้ำหนวกหรือหูอักเสบ ดังนั้น เจ้าของควรหมั่นทำความสะอาดตาและหูอย่างสม่ำเสมอ ด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสำหรับสุนัข ส่วนโรคอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับชิห์สุ ได้แก่ โรคนิ่ว โรคไต และไส้เลื่อน นอกจากนี้ต้องดูแลขนด้วยการแปรงขนเป็นประจำทุกวัน พร้อมกับการนวดให้ต่อมน้ำมันที่โคนขนขับน้ำมันออกมา เพื่อให้เคลือบเส้นขนได้มากขึ้น จะทำให้ผิวหนังและขนของมันมีสุขภาพสมบูรณ์ แถมช่วยขจัดรังแคกับสิ่งสกปรกอื่นออกจากผิวหนังได้อีกด้วย

04-1

4.ยอร์กเชียร์ เทอร์เรียร์ (Yorkshire Terrier)

ยอร์กเชียร์ เทอร์เรียร์ มีถิ่นกำเนิดจากเมืองยอร์กเชียร์ของอังกฤษ โดยการผสมข้ามสายพันธุ์เทอร์เรียร์ ที่แตกต่างกันหลายสายพันธุ์ แต่ก่อนตัวใหญ่กว่านี้ เพราะใช้ล่าหนู ต่อมาพัฒนาให้ตัวเล็กลงเพื่อเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้าน สุนัขยอร์คเชียร์ เทอร์เรีย จัดอยู่ในกลุ่มทอย ด็อก (Toy Dog) น้ำหนักเฉลี่ยของพวกเขาจะอยู่ที่ 1-5.4 กิโลกรัม มีลักษณะนิสัยค่อนข้างห้าว แม้จะตัวเล็กแต่กล้าหาญ เฝ้าบ้านได้ดี รักเจ้าของ แต่เชื่อมั่นในตัวเองสูงจนไม่ค่อยฟังคำสั่งเจ้านาย การเลี้ยงดูนั้นต้องหมั่นแปรงขนให้เป็นประจำทุกวัน ถือเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับสุนัขพันธุ์นี้ ส่วนการอาบน้ำอาจทำแค่ 1 ครั้งต่อเดือนก็เพียงพอ ในส่วนของเรื่องอาหารการกินของน้องยอร์กเชียร์ ควรเป็นอาหารเม็ดจะดีที่สุด เพราะมีความสะดวกในการเก็บรักษา และมีสัดส่วนสารอาหารที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ อาจผสมอาหารเปียกลงไปในอาหารเม็ดเพื่อเพิ่มความน่ากินเป็นบางครั้งก็ได้ค่ะ

05-1

5.บีเกิล (Beagle)

สุนัขพันธุ์นี้เป็นต้นแบบของการ์ตูนเรื่องสนูปปี้ที่แสนโด่งดัง บีเกิลมีถิ่นกำเนิดที่สหราชอาณาจักร เดิมใช้เป็นน้องหมาสำหรับล่ากระต่ายเพราะมีประสาทดมกลิ่นที่ดีมาก แต่ในปัจจุบันถูกฝึกให้เป็นสุนัขตำรวจ หรือสุนัขที่คอยตรวจสอบสิ่งของผิดกฎหมาย เช่น ยาเสพติด วัตถุระเบิด และอื่นๆ บีเกิลจัดอยู่ในสุนัขกลุ่มฮาวน์ (Hound) หรือสุนัขล่าเนื้อ ส่วนสูงอยู่ที่ 33-38 นิ้ว และมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 8-13 กิโลกรัม ลักษณะรูปร่างของบีเกิลมีขนาดลำตัวยาวกว่าความสูงเล็กน้อย หูปรก สีขนมีทั้งสีขาว ดำ และแทน โดยสีที่ผสมกันทุกสีจะเป็นที่ยอมรับมากที่สุด มีลักษณะนิสัยสุภาพ เป็นมิตร ไม่ดุร้าย ขี้เล่น ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ สามารถเข้ากับเด็กและสัตว์เลี้ยงตัวอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับเลี้ยงในบ้าน แต่เพราะด้วยความเชื่องกับคนทั่วไป จึงไม่เหมาะสำหรับเฝ้าบ้าน และคงต้องเลี้ยงดูให้อยู่ในรั้วรอบขอบชิดกันสักหน่อย เนื่องจากเจ้าบีเกิลนั้นไม่ค่อยจะมีสัญชาตญาณในการระวังภัยบนท้องถนนมากนัก มักมีความเข้าใจอย่างผิดๆ ว่า รถทุกคันจะหยุดรอให้พวกมันไปก่อนเสมอ ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายได้ นอกจากนี้ จุดประสงค์ดั้งเดิมที่พวกมันถูกพัฒนาขึ้นมาก็เพื่อเป็นสุนัขสำหรับล่าสัตว์ ทำให้พวกมันมีพลังงานในตัวมาก และชื่นชอบการออกกำลังกายเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น ผู้เลี้ยงควรพาไปออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งค่ะ

06-1

6.ปั๊ก (Pug)

สุนัขสายพันธุ์นี้มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน สมัยโบราณนิยมเลี้ยงไว้ในวัดจีน ก่อนจะถูกนำไปเลี้ยงยังสถานที่ต่างๆ จนได้รับความนิยมไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย เนื่องจากหน้าตากวนๆ บวกกับรูปร่างอ้วนกลม และด้วยความร่าเริงขี้เล่นของเจ้าปั๊ก จึงทำให้ติดอันดับอย่างไม่ยากนัก มีลักษณะนิสัยซนเหมือนเด็กๆ แม้ฉลาดแต่ก็ดื้อ ไม่ค่อยเชื่อฟัง และฝึกยากอยู่สักหน่อย ปั๊กมีขนาดร่างกายเล็กปานกลางเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ตัวตัน กล้ามเนื้อแข็งแรง ส่วนใบหน้านั้นสั้นและย่น ตาโปน ใบหูพับตกลงด้านข้าง บนลำตัวปกคลุมด้วยขนสั้นเกรียน แต่นุ่มคล้ายกำมะหยี่ หางมีลักษณะบิดเป็นเกลียวชี้ขึ้น หรือม้วนจนเป็นวงติดกับบั้นเอว ถ้าหากหางม้วนได้ถึงสองตลบจัดว่าเป็นลักษณะที่สวยสมบูรณ์ที่สุด ถึงแม้ว่าปั๊กจะเป็นสุนัขที่ขนสั้นไม่ต้องการการตกแต่งเสริมสวยมากนัก แต่ก็ต้องดูแลรักษาความสะอาด พร้อมกับพาพวกมันไปออกกำลังกายเพื่อไม่ให้กลายเป็นโรคอ้วน หรือเฉื่อยชามากจนเกินไป และเนื่องจากปั๊กมีดวงตาที่โปน โต อาจจะทำให้เกิดการบาดเจ็บที่ดวงตาได้ง่าย หากปั๊กเริ่มขยี้ตาบ่อย กะพริบตาถี่ ตาเปลี่ยนสี หรือมีน้ำตามากเกินไป ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์ทันที นอกจากนี้ พวกมันยังมีปัญหาเรื่องระบบทางเดินหายใจอยู่เสมอ ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีอุณหภูมิสูงด้วย

07-1

7.บูลด็อก (Bulldog)

บูลด็อกมีถิ่นกำเนิดที่ประเทศอังกฤษ รูปร่างคล้ายวัวขนาดเล็ก ชาวอังกฤษโบราณฝึกบูลด็อกไว้เพื่อต่อสู้กับวัว ซึ่งได้รับการพัฒนาให้ตัวเล็กลงเพื่อความคล่องตัวในการต่อสู้กับวัว แต่เมื่อกีฬาสุดโหดนี้เสื่อมความนิยม ก็มีการคัดเลือกสิ่งดีๆ ในสายพันธุ์ของมันไว้ ยกเว้นความดุร้ายที่ต้องตัดออกไป ลักษณะทั่วไป บูลด็อกมีรูปร่างบึกบึน ตัวหนา กล้ามเนื้อแข็งแรง พวกมันมีช่วงไหล่กว้างกว่าสะโพก ศีรษะใหญ่กว้าง หน้าสั้น บริเวณหน้าผากมีรอยย่นลึก และหางสั้นขดแน่นกับส่วนหลัง ส่วนอุปนิสัยและพฤติกรรมจัดว่าเป็นสุนัขที่มีความอดทนสูง ขรึม เห่าน้อย บางตัวอาจก้าวร้าว แต่ส่วนใหญ่ชอบเล่น และชอบเด็กๆ สำหรับการให้อาหารนั้นควรเป็นอาหารเม็ด สลับกับเนื้อสัตว์ปรุงสุกบ้าง แต่ไม่ควรปรุงแต่งด้วยรสเค็ม เพราะการให้อาหารเค็ม หรือให้อาหารเม็ดตลอดเวลาจะส่งผลเสียในระยะยาว เช่น ขนร่วง หรือมีอาการคัน เป็นต้น นอกจากนี้ควรให้อาหารเสริมแคลเซียมบ้างเป็นครั้งคราว ตามปริมาณที่ร่างกายต้องการ ส่วนการทำความสะอาดเพียงแค่อาบน้ำอาทิตย์ละ 1 ครั้ง ก็เพียงพอแล้ว และเนื่องจากเป็นสุนัขที่แพ้ง่าย ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการเลี้ยงหรือพาไปในบริเวณที่มีแมลง เช่น ยุง มด และสัตว์มีพิษ

08-1

8.ไซบีเรียน ฮัสกี้ (Siberian Husky)

ความเป็นมาของสุนัขพันธุ์นี้ก็ไม่ธรรมดานัก เพราะเดิมเป็นสุนัขของชนเผ่าพื้นเมืองชัคชิ ในตอนนั้นพวกเขาพยายามพัฒนาสายพันธุ์เพื่อให้ได้สุนัขที่สามารถนำมาใช้งานได้ ทั้งการล่าสัตว์ หาอาหาร เฝ้ายาม และลากเลื่อนบนหิมะ ซึ่งความเก่งกาจของสุนัขไซบีเรียน ฮัสกี้ เลื่องลือไปไกล จนได้ชื่อว่าเป็นสุนัขอีกสายพันธุ์หนึ่งที่ได้รับความนิยมสูง ไซบีเรียน ฮัสกี้ มีอายุประมาณ 12-16 ปี ลำตัวปกคลุมด้วยขนหนากว่าสุนัขสายพันธุ์อื่น สีขนส่วนใหญ่บริเวณเท้า ขา ท้อง รอบดวงตา จะเป็นสีขาว ดวงตามีสีฟ้า น้ำตาลเข้ม เขียว และน้ำตาลอ่อน บางตัวอาจมี 2 สีรวมกัน ความสูงเฉลี่ยอยู่ที่ 50-60 เซนติเมตร น้ำหนักราว 15-28 กิโลกรัม มีอุปนิสัยเป็นมิตร ขี้เล่น และเข้ากับคนได้ง่าย จึงทำให้สามารถปรับตัวเข้ากับทุกคนในครอบครัวได้เป็นอย่างดี การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับสุนัขพันธุ์นี้ เนื่องจากเป็นสุนัขที่กระตือรือร้น และชอบสิ่งใหม่ๆ ซึ่งจะทำให้ไซบีเรียน ฮัสกี้ มีความสุข และยังช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องการกินอาหารยากได้อีกด้วย ถึงแม้จะเป็นสุนัขที่มีขนหนาก็ไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดบ่อยนัก แต่หลังการอาบน้ำทุกครั้งควรเป่าขนให้แห้งสนิท เพื่อป้องกันโรคผิวหนังค่ะ

09-1

9.โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ (Golden Retriever)

เมื่อพูดถึง หมา สายพันธุ์นี้ขึ้นมา เชื่อว่าคนรักสุนัขไม่มีใครไม่รู้จักอย่างแน่นอน เพราะเรามักเห็นเจ้าโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ในภาพยนตร์ หรือโฆษณาอยู่บ่อยครั้ง โดยสุนัขใจดีตัวนี้มีต้นกำเนิดจากประเทศอังกฤษ และสกอตแลนด์ เริ่มแรกเดิมทีถูกเลี้ยงเอาไว้เพื่อใช้เป็นสุนัขล่าสัตว์ของนายพราน ก่อนที่จะกลายเป็นสุนัขตำรวจ และสุนัขบ้านในเวลาต่อมา โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ เป็นสุนัขในกลุ่มกีฬา (Sporting Group) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้งานในกีฬาล่าสัตว์ขนาดกลาง มีอายุเฉลี่ย 12–14 ปี ส่วนสูงราวๆ 51-60 เซนติเมตร หนักประมาณ 22-26 กิโลกรัม มีสีหลายระดับสี มักจะเป็นสีออกครีมถึงสีเหลืองทองจนถึงกึ่งเข้มแดงมะฮอกกานี ขนแน่นหยักเป็นลอนเล็กน้อย โครงสร้างลำตัวสั้นกระชับได้สัดส่วน อุปนิสัยของเจ้าโกลเด้นก็น่ารักสุดๆ ไปเลยค่ะ เพราะนอกจากจะมีเสน่ห์ ขี้เล่น ช่างประจบเอาใจ เสียสละ รักเจ้าของ พวกมันยังเป็นสุนัขที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดี ชอบอยู่กับคน แถมยังฝึกฝนง่ายอีกด้วย และเนื่องจากโกเด้น รีเทรีฟเว่อร์มีขนร่วงมาก จำเป็นจะต้องแปรงและหวีขนให้มันสัปดาห์ละหลายๆ ครั้ง นอกจากนี้พวกมันจะมีความสุขมาก หากเจ้าของพาไปวิ่งเล่นในสนามโล่งๆ หรือพาไปว่ายน้ำบ้าง ส่วนเรื่องอาหารที่ โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ ขนาดโตเต็มวัยต้องการ ควรเป็นอาหารชั้นดี โดยให้เพียงวันละ 1 ครั้ง ในปริมาณที่เพียงพอ แต่ในระหว่างวันอาจให้บิสกิตเสริมได้วันละ 2 ครั้ง

10-1

10.ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ (Labrador Retriever)

ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ มีต้นกำเนิดในรัฐ นิว ฟาวด์แลนด์ ประเทศแคนาดา ใช้ช่วยงานชาวประมงในการลากอวนเข้าฝั่ง เดิมทีชาวประมงจะเลี้ยงไว้ใช้เก็บเหยื่อจำพวกปลาที่หลุดออกจากเบ็ด แห หรือใช้คาบเป็ดป่าที่โดนยิงตกลงไปในน้ำ ก่อนจะมาเป็นที่นิยมในอังกฤษ ต่อมาใช้ฝึกเป็นสุนัขตำรวจเพื่อตรวจค้นหายาเสพติด ระเบิด และช่วยนำทางให้ผู้พิการทางสายตา ลาบราดอร์จะมีขนสองชั้น ชั้นนอกสั้น เหยียดตรง และแน่น ส่วนขนชั้นในจะนุ่ม ช่วยปกป้องสภาพภูมิอากาศที่เลวร้ายได้ดี สีขนเป็นสีดำ สีเหลือง หรือสีช็อกโกแลต บางครั้งอาจมีจุดขาวบริเวณหน้าอก หางของมันดูคล้ายหางของตัวนาก โคนหางจะหนาและเรียวลงจนถึงปลายหาง ลาบราดอร์เป็นสุนัขที่มีเสน่ห์ และน่าเลี้ยงที่สุดพันธุ์หนึ่ง เนื่องจากฝึกง่าย พวกมันมักตื่นตัว กระฉับกระเฉง ช่างประจบ และสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี เป็นมิตรกับคน รวมทั้งสัตว์อื่นๆ นอกจากโดดเด่นเรื่องความฉลาดแล้ว ลาบราดอร์ยังมีจมูกไวเป็นเลิศ จึงถูกฝึกให้เป็นสุนัขตำรวจ หรือสุนัขกู้ภัย ส่วนการดูแลนั้น เจ้าลาบราดอร์ควรแปรงขนสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง พร้อมกับนำลาบราดอร์ไปวิ่งเล่นอย่างน้อยวันละ 30 นาที และหากมีเวลาก็ควรให้มันได้ลงไปว่ายน้ำเก็บของบ้างเป็นครั้งคราว นอกจากนี้อย่าลืมพาไปตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี เนื่องจากลาบราดอร์มักมีปัญหาเรื่องโรคกระดูกข้อสะโพกหลุด หรือโรคกระดูกอ่อน ซึ่งเป็นโรคประจำตัวของสุนัขพันธุ์นี้นั่นเองค่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับบทความของ Petcitiz ที่ได้รวบรวมข้อมูลสุนัขยอดฮิตติดอันดับมาไว้ให้ พอจะทำให้เพื่อนๆ ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นรึเปล่าเอ่ย ว่าจะเลือกเลี้ยงสายพันธุ์ไหนดี แต่ก่อนที่จะรับเขามาเลี้ยง อย่าลืมที่จะศึกษาข้อมูลการเลี้ยงของแต่ละสายพันธุ์ด้วยนะคะ ซึ่งเจ้า หมา แต่ละสายพันธุ์ก็มีความยากง่ายในการดูแลแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความชอบ ความพร้อม และความต้องการของแต่ละบุคคล แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า ฝากติดตามกันด้วยนะคะ ^^

เรียบเรียงโดย : น้องแมวสีเทา

น้องแมวสีเทาชื่นชอบในการเลี้ยงดูแลแมวและรักความเป็นแมวอย่างสุดหัวใจ มีประสบการณ์ในการเลี้ยงสัตว์มามากกว่า 10 ปี ชอบค้นหาข้อมูลและเทคนิคการเลี้ยงสัตว์ เพื่อนำความรู้ที่ได้มาแบ่งปันกับเพื่อนๆต่อไป